ประเภทของมะเร็งเต้านม
พฤติกรรมของมะเร็งเต้านมในหญิงแต่ละคนแตกต่างกันไป มะเร็งในหญิงคนหนึ่งอาจเติบโตอย่างเชื่องช้าใช้เวลาหลายปีกว่าจะคลำได้ ในขณะที่บางรายมะเร็งมีความก้าวร้าว เจริญเติบโตและแพร่กระจายไปตามต่อมน้ำเหลืองอย่างรวดเร็ว วงการแพทย์จึงแบ่งประเภทของมะเร็งเต้านมได้หลายแบบ
แบบที่ 1 คือแบ่งตามที่ตั้งของมะเร็งและการแพร่กระจาย
มะเร็งเต้านมระยะแรกเป็น
มักจะเป็นมะเร็งของเซลล์บุท่อน้ำนมที่เชื่อมระหว่างต่อมน้ำนมไปยังหัวนม ถ้าหากตรวจพบขณะที่ยังอยู่ที่ท่อหรือที่กลุ่มท่อน้ำนม (lobule) แล้วผ่าตัดออกได้ โอกาสหายจะสูงกว่า 95%
มะเร็งเต้านมระยะรุกราน
เป็นช่วงที่เซลล์มะเร็งลุกลามจากท่อหรือกลุ่มท่อน้ำนมไปยังเนื้อเยื่อเต้านมและต่อมน้ำเหลืองข้างเดียว เวลาเราคลำก้อนมะเร็งที่เต้านมได้มักจะหมายความถึงมะเร็งในระยะนี้
มะเร็งเต้านมระยะลุกลาม
เป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายนอกเต้านมแล้ว เช่น ไปกระดูก ตับ ปอด หรือสมอง
แบบที่ 2 คือ แบ่งตามชนิดของเซลล์
ทางการแพทย์แบ่งเต้านมอาจแบ่งเป็นส่วนๆ ตามชนิดของเซลล์ คือ
1. ต่อมน้ำนม เรียกว่า โล้บบลู (lobules)
2. ท่อน้ำนม นำน้ำนมจากต่อมไปเปิดที่หัวนม
3. เนื้อเยื่อประสานต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเต้านม ได้แก่ เนื้อเยื่อไขมัน เส้นโลหิต ท่อน้ำเหลือง รวมทั้งต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้
ชนิดของมะเร็งเต้านมที่แบ่งตามส่วนต่างๆ ดังกล่าวคือ
มะเร็งชนิด infiltrating (invasive) ductal carcinoma ร้อยละ 70 ของมะเร็งเต้านมทั้งหมดจะเป็นชนิดนี้ โดยมะเร็งจะเริ่มที่ท่อนำน้ำนมแล้วรุกรานผ่านผนังท่อไปสู่เนื้อเยื่อไขมันข้างเคียง หรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายของเส้นเลือดหรือท่อน้ำเหลือง
มะเร็งชนิด Infiltating lobular carcinoma พบได้ราว 10-15% ของมะเร็งเต้านม โดยเริ่มต้นที่ต่อมสร้างน้ำนมแล้วกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
มะเร็งชนิด Ductal carcinoma in situ เกิดขึ้นที่ท่อนำน้ำนม หากทิ้งไว้จะกลายเป็นประเภทที่ 1
มะเร็งชนิด Lobular carcinoma in situ เกิดขึ้นที่ต่อมผลิตน้ำนม ทิ้งไว้จะกลายเป็นประเภทที่ 2
มะเร็งชนิด Inflammatory breast cancer มะเร็งชนิดนี้เกิดขึ้นน้อย ลักษณะจะมีการอักเสบดูแดง ร้อน ผิวหนังไม่เรียบ แพร่กระจายเร็ว
มะเร็งชนิด Recurrent หลังจากรักษาแล้วกลับเป็นอีกที่เต้านมข้างเดียวกันหรือที่ผนังทรวงอกที่เต้านมเคยอยู่
มะเร็งแรกเริ่มเป็นมักจะปรากฎตัวที่ท่อนำน้ำนมทางมุมบนด้านนอกของเต้านม ซึ่งหากทิ้งไว้ก็จะลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของเต้านมและต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งแรกเริ่มเป็นที่จำกัดอยู่ในท่อนำน้ำนม
มะเร็งที่เริ่มรุกรานออกนอกท่อนำน้ำนม
มะเร็งที่ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
การตรวจวินิจฉัย
1. การตรวจคลำเต้านมของตัวเอง
การตรวจคลำเต้านมด้วยตนเอง หรือ SBE (self breast carmination) วงการแพทย์เชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดและเน้นที่สุดในการค้นหามะเร็งเต้านมคือ การที่ผู้หญิงตรวจคลำเต้านมของตัวเองอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน คือถ้ายังอยู่ในวัยที่มีประจำเดือนก็ตรวจที่ 5-7 วัน หลังประจำเดือนหมด เพราะเต้านมจะไม่ตึงคัดและไม่บวม แต่ในหญิงวัยหมดประจำเดือนจะตรวจวันไหนก็ได้ในแต่ละเดือนให้กำหนดขึ้นเอง หากพบการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ให้ไปปรึกษาคุณหมอเพื่อการยืนยัน
สิ่งที่จะให้มองหาหรือคลำหาตลอดชีวิตก็คือ
ก้อนหรือการหนาตัวขึ้นเป็นหย่อมๆ บนเต้านมหรือที่รักแร้
ผิวหนังบนเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีรอยบุ๋มลง หรือมีสีแดงเป็นจ้ำๆ
หัวนมหรือบริเวณรอบหัวนมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีสารเหลวเยิ้มออกมาที่ไม่ใช่น้ำนม
วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเอง
1. ใช้สายตาตรวจดูเต้านมขณะยืนอยู่หน้ากระจกเงา
2. ใช้ฝ่านิ้วมือลูบคลำเต้านมเป็นวงกลม (ดังรูป) ขณะที่อาบน้ำ
3. ใช้ฝ่านิ้วมือลูบคลำเต้านมขณะที่นอนลง
ข้อสำคัญที่อยากจะเรียนท่านผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้คือ สิ่งที่คลำพบในเต้านมแล้วคิดว่าผิดปกติ เช่น มีก้อนหรือรู้สึกตะปุ่มตะป่ำนั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง แต่ก็ต้องให้คุณหมอช่วยยืนยัน เพราะถ้าเป็นมะเร็งก็จะได้รีบรักษา โดยไม่ปล่อยให้ลุกลามไปกว่านั้นตรงนี้คือกลยุทธ์ของการจัดการกับมะเร็งเต้านม
2. การตรวจแมมโมแกรน
การตรวจแมมโมแกรม (mammography) ได้มีการพัฒนาวิธีการถ่าายภาพเต้านมด้วยเอกซเรย์มาหลายสิบปีแล้วจนสรุปได้ว่าขณะนี้ปริมาณรังสีที่ใช้ถ่ายภาพต่ำมากจนไม่เป็นอันตราย ผู้หญิงส่วนใหญ่สามารถไปรับการถ่ายภาพปีละครั้งได้โดยไม่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งจากรังสี
เราเรียกการถ่ายภาพรังสีของเต้านมว่า แมมโมกร๊าฟฟี่ (mammography) และภาพถ่ายที่ได้ว่า แมมโมแกรม (mammogram)
ภาพรังสีจะช่วยค้นหาความผิดปกติของเต้านม เช่น ก้อนก่อนที่จะคลำได้ด้วยมือแม้กระนั้นก็ยังตรวจหาไม่ได้ 100%
| ทางที่ดีที่สุดจึงต้องผสมผสานระหว่างการตรวจด้วยตัวเอง+การใช้เอกซเรย์+การตรวจของคุณหมอ แต่เนื่องจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ยังมีราคาแพงครั้งละ 1,000 บาท ขึ้นไป จึงต้องเลือกถ่ายเฉพาะบางคน |
ใครควรถ่ายเอกซเรย์เต้านมบ้าง?
ในผู้หญิงอายุระหว่าง 29-39 ปี
1. ตรวจเต้านมของตัวเองทุกเดือน
2.ให้คุณหมอตรวจเต้านมให้อย่างน้อยทุก 3 ปี
ในผู้หญิงอายุ 40-49 ปี ที่ไม่มีความเสี่ยงสูง
1. ตรวจเต้านมของตัวเองทุกเดือน
2. ให้คุณหมอตรวจเต้านมให้ทุกปี
3. ในคนที่มีความเสี่ยงสูงควรถ่ายแมมโมแกรมทุกปี
ในผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีความเสี่ยงหรือความเสี่ยงสูง
1. ตรวจเต้านมของตัวเองทุกเดือน
2. ให้คุณหมอตรวจเต้านมให้ทุกปี
3. ตรวจแมมโมแกรมทุกปี
หมายเหตุ : ในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 40 ปี แต่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น มีพี่น้องหรือคุณแม่เป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่อายุยังน้อย หมอก็อาจพิจารณาเพิ่มเอกซเรย์เต้านมปีละครั้งอีกอย่างหนึ่ง
ถ้าตรวจพบก้อนในเต้านมแล้ว คุณหมออาจจะต้องขอส่งตรวจพิเศษอื่นๆเพิ่มเติม เช่น ใช้อัลตราซาวนด์ ตัดชิ้นเนื้อหรือใช้เข็มเจาะเนื้อหรือสารเหลวมาตรวจล่าสุดมีการใช้เทคโนโลยีสนามแม่เหล็กไฟฟ้ามาถ่ายเต้านม (MRI)
การรักษา
1. การผ่าตัดแรดิคอลม้าสเต๊กโตมี่ (Radical Mastectomy)
เมื่อราว 20-30 ปีก่อนหน้านี้ ผู้หญิงที่มีเต้านมจะได้รับการผ่าตัดชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่าแรดิคอลม้าสเต๊กโตมี่ (Radical Mastectomy) ซึ่งจะมีการตัดเต้านมออกทั้งเต้า ตัดต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ข้างเดียวกันออกทั้งหมด ตัดกล้ามเนื้อทราวงอกใต้เต้านมออกมีผลทำให้หน้าอกด้านนั้นแบนราบ มีแผลเป็น มีร่องที่หน้าอก ต่อมาแขนข้างนั้นอาจจะบวมเพราะน้ำเหลืองระบายไม่ได้ ต่อมาจึงตัดเต้านมให้น้อยลง เช่น ถ้าตรวจเจอก้อนที่เต้านมตั้งแต่มีขนาดเล็ก ศัลยแพทย์ก็อาจจะตัดเฉพาะก้อนและเนี้อเยื่อข้างเคียงออกบ้างโดยเต้านมยังคงรูปเดิม เรียนกว่า ลั้มเป๊กโตมี่ (Lumpectomy) แต่ต้องฉายรังสีตาม
“ หรือตัดแต่เพียงเต้านมข้างนั้นออก เรียกว่า โตต้าล (Total) หรือ ซืมเปิ้ลมาสเต๊กโตมี่ (Simple Mastectomy)
2. รังสีวิทยา มี 2 แบบคือ
1. ฉายจากภายนอกสู่ทรวงอกหรือเต้านมข้างนั้น (External Radiation)
2. ฉายจากภายใน โดยฝังแร่กัมมันตรังสีเข้าไปในเนื้อเต้านม เรียกว่า แบร๊ดคีเทอราปี่ (Brachytherapy)
3. เคมีบำบัด ส่วนใหญ่จะใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดดำ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ยาไปทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายส่วนต่างๆ
4. ฮอร์โมนบำบัด โดยให้ยาต้านฮอร์โมนที่ช่วยการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
ความคืบหน้าของการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านม
เนื่องจากมะเร็งเต้านมชอบลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ที่ข้างเดียวกัน หลักการรักษาโดยการผ่าตัดจึงต้องครอบคลุมต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ด้วย แต่ถ้าตัดออกหมดจะทำให้แขนบวมเพราะน้ำเหลืองระบายไหลเลื่อนผ่านรักแร้ไม่ได้อีกต่อไป หลังๆ นี้จึงมีการพิจารณาหาทางเลือกตัดต่อมน้ำเหลือง เฉพาะต่อมที่มีมะเร็งลุกลามไปถึงเท่านั้นโดยฉีดสีพิเศษเพื่อตามไปดูว่ามะเร็งลุกลามไปต่อมไหน ก็ตัดต่อมนั้น เรียกต่อมน้ำเหลืองดังกล่าวว่า เซ็นติเนลโหนด (Sentinel Node) ขณะนี้กำลังมีงานวิจัยขนาดใหญ่เพื่อศึกษาผลดีผลเสียอยู่
การเสริมสร้างเต้านมใหม่
มีความเป็นไปได้สูงที่ศัลยแพทย์ตกแต่ง จะสามารถสร้างเต้านมใหม่ทดแทนของเก่าที่ถูกตัดออกไปแล้ว โดยอาจทำพร้อมกันไปหรือทำทีหลังก็ได้ ดังนั้น ขออย่างได้ตัดสินใจเด็ดขาดในการไม่ยอมให้หมอตัดเต้านมที่เป็นมะเร็งเพียงเพราะกลัวสูญเสียของสำคัญ
มะเร็งเต้านมป้องกันได้ไหม?
หลายต่อหลายโรค ถ้าเรารู้สาเหตุที่แน่นอนแล้ว ก็อยู่ในวิสัยที่จะป้องกันได้เป็นส่วนใหญ่ เช่น อาหารที่ปรุงไม่สุกเป็นที่อยู่ของพยาธิและเชื้อโรคต่าๆ ก็ป้องกันโดยปรุงให้สุกเสีย แต่บางกลุ่มโรคแม้จะรู้สาเหตุก็สุดวิสัยที่จะแก้ได้ เช่น โรคที่ติดต่อกันมาทางกรรมพันธุ์
สำหรับโรคมะเร็งนั้นส่วนใหญ่เรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน นอกจากพอทราบแล้วว่าอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการทำให้เกิดมะเร็งเต้านม แต่จากความรู้ที่ว่าถ้าหมอสามารถตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มเป็นแล้ว จะทำให้สามารถรักษาให้หายขาดหรือเกือบหายขาดได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงเริ่มหาทางที่จะป้องกันโรคโดยเลือกกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
สืบเนื่องจากการที่มะเร็งเต้านมอยูภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเพศสตรีเอสโตรเจน กล่วคือ มะเร็งส่วนใหญ่จะอาศัยฮอร์โมนดังกล่าวเป็นพลังกระตุ้นการเจริญเติบโต ดังนั้นถ้าสามารถจัดหายาที่สกัดกั้นผลของเอสโตรเจนที่มีต่อเนื้อเยื่อเต้านมได้ก็น่าจะป้องกันมะเร็งได้
พอดีเมื่อราว 20 กว่าปีก่อนหน้านี้ มียาขนานหนึ่งชื่อทาม็อกซิเฟน (Tamoxifen) ซึ่งผลิตออกมาเพื่อรักษาโรคมะเร็งเต้านม โดยมีกลไกการออกฤทธิ์คือไปยับยั้งเอสโตรเจนไม่ได้ส่งผลต่อเซลล์มะเร็งเต้านม นักวิจัยที่อเมริกาก็เลยประยุกต์ใช้ยาขนานนี้ไปทำวิจัย โดยให้ผู้หญิงกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งรับประทานยานี้แล้วติดตามไปนาน 5 ปี ปรากฎว่า คนที่กินยานี้จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมลดลง 49%
ข้อเสียของงานวิจัยนี้คือ ที่ทวีปยุโรปลองทำดูบ้างแต่ไม่เห็นได้ผลดีอย่างที่อเมริกาแถมยังอาจเป็นอันตรายได้จากความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุมดลูกเพิ่มขึ้นอาจมีเลือดคั่งแข็งตัวตามเส้นเลือดที่ขาเพิ่มขึ้น เป็น เป็นต้อกระจกมากขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังไม่ทราบว่า พอเลย 5 ปี แล้วความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมที่ว่า 49% นั้นจะยังคงอยู่หรือเปล่า
นักวิจัยเลยมองหายาขนานอื่นๆ ที่คล้ายคลึงทาม็อกซิเฟน เช่น ราโลซิฟิน ซึ่งออกฤทธิ์ที่จำเพาะเจาะจงขึ้น (เรียกว่า ยากลุ่ม selective estrogen receptor modulators หรือ SERM) โดยเลียนแบบฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเสริมสร้างความหนาแน่น ได้แก่ กระดูกในหญิงวัยหมดประจำเดือน ช่วยลดไขมันในเลือด แต่ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมหรือมดลูกเวลากินไปนานๆ อย่างไรก็ตาม คงต้องให้เวลานักวิจัยอีกสักระยะหึ่ งในการพิสูจน์ตัวเองว่าจะช่วยหญิงวัยหมดประจำเดือนในการป้องกันภาวะกระดูกพรุนและป้องกันมะเร็งเต้านมได้หรือไม่แต่เท่าที่ติดตามมา 4 ปี พบว่าคนที่กินยานี้จะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมลดลง 72%
สถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NCI) จึงทำการวิจัยเปรียบเทียบยาทาม็อกซิเฟนกับราโลซิฟีนว่าจะช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมได้มากน้อยกว่ากันแค่ไหนโดยจะนำผู้หญิงทั่วสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมโครงการราว 22,000 คน
มีผู้หญิงใจถึงหลายคนที่ไปขอให้หมอตัดเต้านมออก เพราะกลัวเป็นมะเร็งฟังดูน่าตกใจว่า ทำไมถึงต้องทำกันขนาดนั้น คำตอบมีว่าผู้หญิงบางคนรู้ตัวว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม เช่น มีสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวที่ตกเป็นเหยื่อของมะเร็งเต้านมมาแล้ว จึงขอให้คุณหมอตัดเต้านมออกทั้ง 2 ข้า เพื่อความสบายใจ ปรากฏว่าจากการติดตามผลไประยะหนึ่งพบว่า ผู้หญิงกลุ่มดังกล่าวเป็นมะเร็งเต้านมลดลง 90% และลดการตายจากมะเร็งเต้านมลง 80%
ท่านผู้อ่านคงสงสัยทันทีว่า ทำไมตัดเต้านมออกทั้งหมดแล้วจึงป้องกันมะเร็งเต้านมได้เพียง 90% คำตอบคือเนื้อเยื่อเต้านมไม่ได้มีอยู่แค่ที่หน้าอกเท่านั้น แต่บางส่วนยาวต่อเนื่องไปถึงรักแร้หรือหน้าท้อง ดังนั้นแม้จะตัดเต้านมที่หน้าอกออกไปแล้วอาจยังมีเนื้อเยื่อเต้านมเหลืออยู่ที่รักแร้และหน้าท้องแล้วเกิดมะเร็งในเวลาต่อมา
ใครบ้างที่เสียงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
แม้ว่าสาเหตุที่จริงของมะเร็งเต้านมยังไม่ทราบแน่ แต่ประสบการณ์ละงานวิจัยต่างๆ ก็ทำให้เราพบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมอย่างไรก็ตาม สมาคมปราบมะเร็งอเมริกันประมาณการไว้ว่าร้อยละ 70 ของมะเร็งเต้านม เกิดขึ้นในผู้หญิงที่ไม่ปรากฎปัจจัยเสี่ยงมาก่อน
ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อาทิเช่น
1. อายุ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ
2. ประเทศบ้านเกิด สูงสุดถ้ากำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปตอนเหนือปานกลางที่ยุโรปตอนใต้และลาตินอเมริกา และต่ำสุดที่เอเชียและอมริการใต้
3. ประวัติครอบครัว ถ้าผู้หญิงมีแม่หรือพี่สาวน้องสาวเป็นมะเร็งเต้านม โอกาสที่ผู้หญิงดังกล่าวจะเป็นมะเร็งจะสูงกว่าคนอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ที่อายุ 40 ปี จะมีความเสี่ยงสูงเป็น 5 เท่า แต่พอถึง 60 ปี ความเสี่ยงก็ลดลงมาเหมือนผู้หญิงทั่วไปที่ไม่มีประวัติครอบครัว
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อาทิ เช่น อายุที่ตั้งครรภ์ครั้งแรก อายุที่มีประจำเดือนครั้งแรกความอ้วน อาหารที่อุดมด้วยไขมัน ผู้หญิงที่รับประทานฮอร์โมนเพศเสริม ผู้หญิงที่ดื่มสุรา
สมาคมปราบมะเร็งอเมริกัน จึงจัดหมวดหมู่เสียใหม่ว่า
ปัจจัยเสี่ยงชนิดเบา (Low Risk Factors) ได้แก่
มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 11 ปี
ประจำเดือนหมดหลังอายุ 55 ปี
เป็นชนชาติผิวขาว
ดื่มสุราแต่ปานกลาง
ใช้ฮอร์โมนเพศเสริมเป็นเวลานานกว่า 15 ปีขึ้นไป
ไม่เคยตั้งครรภ์หรือเป็นหญิงโสด
ปัจจัยเสี่ยงชนิดปานกลาง (Moderate Risk Factors) เช่น
มีญาติสายตรง (แม่ พี่สาว น้องสาว ลูกสาว) เป็นมะเร็งเต้านม
มีประวัติเป็นมะเร็งรังไข่หรือเยื่อบุมดลูก
ตั้งครรภ์ครบกำหนดครั้งแรกเมื่ออายุกว่า 30 ปี
ไม่เคยคลอดบุตรที่รอดชีวิตเป็นทารก
อ้วน
อยู่ในวัยหมดประจำเดือน
มีฐานะดี
เคยมีก้อนที่เต้านมแต่เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้าย (Fibro Adenoma)
ปัจจัยเสี่ยงสูง (High Risk Factors) เช่น
อายุมาก
มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน
สมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมทั้งสองข้าง ตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรืออยู่ในครอบครัวที่เข้าข่ายกลุ่มอาการมะเร็งประจำครอบครัว (Family cancer syndrome)
เคยรับการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อในเต้านมไป ตรวจพบมะเร็งเต้านมชนิด Lobularcarcinoma in situ หรือ Atypical ductal cells
ถ้าพิจารณาเฉพาะอายุแล้ว เขาคำนวณประมาณการของโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมออกมาได้อย่างนี้คือ
อายุ 30 ปี 1 : 2525 |
อายุ 40 ปี 1 : 217 |
อายุ 50 ปี 1 : 50 |
อายุ 60 ปี 1 : 24 |
อายุ 70 ปี 1 : 14 |
อายุ 80 ปี 1 : 10 |
ประเด็นที่สร้างความสับสนและทำให้ผู้หญิงกลัวการใช้ฮอร์โมนเพศมาก ทั้งๆที่ควรใช้ ก็คือรายงานที่บอกว่าใครใช้ฮอร์โมนเพศเสริม (HRT) เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ทั้งๆ ที่ฮอร์โมนเพศช่วยบรรเทากลุ่มอาการที่เกิดในคนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ช่วยป้องกันกระดูกพรุน และอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกต่างหาก
อย่างนี้ต้องคุยกับคุณหมอประจำคลิกนิกวัยทอง เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าคุ้มค่าเสี่ยงหรือไม่
มะเร็งเต้านมกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
มะเร็งเต้านมในสตรีเป็นปัญหาทางสุขภาพที่มีความสำคัญมากระดับโลกสตรี1คนในทุกๆ 10 คน มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิตและในบรรดาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทั้งหมด จะมีประมาณร้อยละ 5-10 ที่เกิดเนื่องมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
สำหรับสตรีทั่วๆไปนั้นในจำนวน200คนจะมีประมาณ1คนที่ได้รับการถ่ายทอดยีนมะเร็งเต้านมมาจากพันธุกรรม นับว่ามะเร็งเต้านมเป็นโรคที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมบ่อยสุดโรคหนึ่ง
สำหรับสตรีไทยนั้นมะเร็งเต้านมถือว่าเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 2 ของมะเร็งทั้งหมด รองจากมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านมมีอยู่หลายชนิด แต่ที่พบมากที่สุด คือ มะเร็งของเยื่อบุท่อน้ำนม คือประมาณร้อยละ 75-80 มะเร็งของต่อมน้ำนมจะพบประมาณร้อยละ 3 ส่วนชนิดอื่นๆ นั้นพบน้อยมาก
มะเร็งเต้านมพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเริ่มพบได้มากขึ้นตั้งแต่อายุ30ปีขึ้นไปในสตรีไทยพบมาในช่วงอายุ 45-65 ปี ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวหรือเครือญาติสายตรงมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป 2 เท่าครึ่ง ถึง 5 เท่า ดังนั้น ประวัติความเจ็บป่วยในครอบครัวจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเป็นมะเร็งเต้านม
ปัจจุบันเชื่อว่ามีความผิดปกติของยีนอย่างน้อย 4-5 ชนิด ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านมได้ และรวมถึงมะเร็งรังไข่ด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ ยีนมะเร็งเต้านมที่เรียกว่า BRCA 1 และ BRA CE 2 โดยพบว่ามะเร็งเต้านมประมาณร้อยละ 5-10 เกิดจากกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 ความถี่นี้จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5-10 เป็นร้อยละ 25 ในสตรีที่ได้รับการวินิจฉัยก่อนวัย 30 ปี
ยีน 2 ชนิดดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มของ Tumor Suppressor Gene หมายความว่ายีนทั้ง 2 ชนิดนี้ ถ้าปกติดีจะผลิตโปรตีนซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเซลล์เป้าหมาย ในที่นี้หมายถึงต่อมและท่อน้ำนม เซลล์ของรังไข่ ให้มีการแบ่งตัวอย่างปกติ คือยับยั้งไม่ให้แบ่งตัวมากเกินไปจนกลายเป็นเนื้องอก แต่ถ้ายีน 2 ชนิดนี้ เกิดการกลายพันธุ์ ยีนทั้งสองก็จะเสียสภาพไม่สามารถผลิตโปรตีนซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเซลล์เป้าหมาย เซลล์เป้าหมายก็จะแบ่งตัวผิดปกติเกิดเป็นมะเร็งขึ้น
ทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ที่เกิดจากพันธุกรรม มีการเปลี่ยนแปลงของยีนตัวเดียวกัน คือ BRCA 1 โดยบรรดาครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นมะเร็งเต้านม และ/หรือมะเร็งรังไข่นั้น จะมีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 เกิดขึ้นประมาณร้อยละ 45 ของสมาชิกในครอบครัว ที่มีผู้ป่าวยมะเร็งเต้านมและมากถึงร้อยละ 90 ของสมาชิกในครอบครัวที่มีทั้งผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่
นอกจากนี้ยังพบว่า ภานในครอบครัวที่มีการถ่ายทอดเฉพาะมะเร็งเต้านมอย่างเดียว ถ้าหากสมาชิกในครอบครัวที่เป็นมะเร็งส่วนใหญ่มีอายุน้อยกว่า 45 ปี ความถี่ในการกลายพันธุ์ของยีนBRCA 1จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ45 เป็นร้อยละ70ซึ่งสตรีที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 จะมีโอกาสเป็นมะเร็งที่รังไข่ได้ประมาณร้อยละ 40-60 อีกด้วย
BRCA 2 เป็นยีนที่สัมพันธ์กับมะเร็งเต้านมชนิดที่สอง ที่แยกได้ในเวลาใกล้เคียงกับ BRCA 1 โดยจะพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 2 ในครอบครัวมะเร็งเต้านมที่ไม่เกิดการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1
ปัจจุบันมีผู้เป็นมะเร็งเต้านมในไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องทุกปีซึ่งจุดหนึ่งน่าจะมาจาก การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้มีการมียีนผิดปกติแผ่กว้างขึ้นเรื่อยๆในหมู่เครือญาติ
จากผลการวิจัยของรศ.ดร.พิมพิชญาปัทมสิริวัฒน์ ภาควิชาจุลทรรศน์ศาสตร์คลินิคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าการเกิดมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ ที่ถ่ายทอดในครอบครัวไทยหรือในผู้ที่เป็นมะเร็งทั้ง 2 ชนิด เมื่ออายุยังน้อยมีความสัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ BRCA 1 และ BRCA 2 และการกลายพันธุ์ใหม่ 4 ชนิดที่พบในการศึกษาก็น่าจะเป็นการกลายพันธุ์ ที่เกิดขึ้นอย่างจำเพาะในคนไทยหรือในภูมิภาคแถบนี้ เพราะยังไม่เคยมีรายงานมาก่อนจากภูมิภาคอื่นๆ
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของยีนทั้งสองนี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนป้องกัน การเกิดมะเร็งที่ถ่ายทอดในครอบครัว โดยหากผู้ป่วยอยู่ในครอบครัวเสี่ยงและตรวจพบ การกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 จะอนุมานได้ว่า พี่น้องผู้หญิงที่เหลืออยู่และยังปกติมีความเสี่ยง 50% ที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้ในวัยอายุก่อน 70 ปี
ทั้งนี้ ความเสี่ยงร้อยละ 50 ดังกล่าว ได้มาโดยที่ประวัติครอบครัวยังไม่ได้ทำการวิเคราะห์ ทางพันธุศาสตร์ของยีน แต่ถ้าหากได้ทำการวิเคราะห์การกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 และ BRCA 2 แล้วพบว่าผลการวิเคราะห์เป็นลบ ความเสี่ยงก็จะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น แต่ถ้าได้ผลบวก ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึงร้อยละ 80 ซึ่งแพทย์จะนำผลการวิเคราะห์มาให้คำปรึกษา เพื่อผู้ป่วยจะได้ตัดสินใจทางเลือกสำหรับป้องกันมะเร็งเต้านมอย่างเหมาะสมที่สุดต่อไป
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านมด้วยเช่นกัน ได้แก่ อายุที่เพิ่มมากขึ้น สตรีที่เริ่มมีประจำเดือน ครั้งแรกเมื่ออายุน้อยๆ หรือสตรีที่เข้าสู่วัยทองช้า ซึ่งร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโตรเจนเป็นเวลานาน หรือผู้ที่เป็นโสด ไม่มีบุตร (ขณะตั้งครรภ์ ปริมาณเอสโตรเจนในร่างกายจะต่ำลง เป็นระยะเวลาเกือบปี) การได้รับอาหารที่มีปริมาณไขมันสัตว์สูงเป็นประจำ (ไขมันจะกระตุ้นการแบ่งตัวของท่อ และต่อมน้ำนมได้) หรือผู้ที่ฉีดสารแปลกปลอมบางอย่างเพื่อให้เต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น พาราฟีน ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองต่อท่อน้ำนมและต่อมน้ำนมเป็นต้น
(ที่มา : จากหนังสือ 10 โรคคุกคามคนไทย ผู้แต่ง : นายแพทย์ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์ และคณะแพทย์ใกล้หมอ, 2547)
|